Home Poplife เปิด 5 เทคนิคเล่นหุ้นสไตล์ GEN Z มีเงินได้ไม่ต้องขอพ่อแม่

เปิด 5 เทคนิคเล่นหุ้นสไตล์ GEN Z มีเงินได้ไม่ต้องขอพ่อแม่



บอกเลยว่าสมัยนี้การเล่นหุ้นไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อน แถมยังสามารถหาข้อมูลได้ง่ายๆ จากในอินเตอร์เน็ต ทำให้ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่สามารถใช้เงินออมที่ตัวเองมี มาต่อยอดสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำด้วยวิธี “ลงทุนในหุ้น” จนบางคนไม่ต้องขอเงินพ่อแม่กันเลยทีเดียว




ลองมาดู 5 เทคนิคการลงทุนในหุ้นฉบับง่ายๆ สำหรับนักลงทุนเจน Z ที่ น้องนัน นันพิชา จูงศิริวัฒน์ นักศึกษาหลักสูตรการศึกษาแบบบูรณาการด้านบัญชีและการบริหารธุรกิจ (IBMP) จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเริ่มมีเงินเก็บถึงหกหลักจากการเล่นหุ้นตั้งแต่อายุยังน้อย นำมาฝากกันดีว่า ว่ามีอะไรบ้าง


cr: freepik

1. ทำความเข้าใจ กำไร ขาดทุน ของบริษัทก่อน (Income Statement) เพื่อให้นักลงทุนสามารถมองเห็นแนวโน้มของผลกำไรบริษัท โดยมองย้อนไปในอดีต 3 ปีเป็นอย่างต่ำ จึงจะสามารถคัดเลือกบริษัทที่เข้าข่ายการลงทุนได้ในเบื้องต้น อีกทั้งถ้าบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น-ลดลง ในปีถัดไป ผู้ลงทุนก็สามารถรับรู้ได้ว่า เพิ่มเพราะรายได้เพิ่ม หรือลดรายจ่าย (สามารถแบ่งย่อยรายจ่ายได้อีก) ผู้ลงทุนก็สามารถรู้กลยุทธ์คร่าวๆ ของบริษัทที่สนใจได้ ข้อนี้เป็นข้อที่ทุกคนที่คิดจะลงทุนในหุ้น สมควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ยาก


2. ดูงบดุลและงบกระแสเงินสดเป็น (Balance Sheet & Cash Flow Statement) งบดุลจะทำให้นักลงทุนได้ทราบถึง ฐานะทางการเงินของบริษัท ณ จุดเวลาหนึ่ง เช่น มีเงินสด สินค้าคงเหลือ หนี้สั้น-ยาว กำไรสะสม เท่าไหร่ เราสามารถมองเห็นและพอเดาออกได้ไม่ยากมากนัก ส่วนงบกระแสเงินสด ดูการไหลของเงินสดในบริษัท สามารถตอบคำถามได้ว่า ขายของแล้วได้เงินสดไหม ไม่ใช่มีแต่เงินเชื่ออย่างเดียว เป็นต้น


cr: freepik

3. ตีมูลค่าหุ้นในบริษัทให้เป็น (Stock Valuation) ขั้นตอนนี้มีหลายวิธีมาก แต่ละวิธีก็ดีคนละแบบ กล่าวโดยสรุปก็คือ เมื่อเรามองแนวโน้มกำไรได้แล้วจากขั้นตอนที่ผ่านมา เราก็พอจะรู้ว่ากำไรในอนาคตน่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ก็สามารถเทียบหาราคาหุ้นที่ควรจะเป็นได้ผ่าน Relative Method โดยใช้อัตราส่วนต่างๆมาจับ เช่น PE Ratio, PB Ratio เป็นต้น เช่นรู้ PE เฉลี่ยของอุตสาหกรรม และกำไรปีหน้า เราก็สามารถหาราคาที่ควรจะเป็นได้คร่าวๆ ซึ่งน่าจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแล้ว


cr: freepik

4. รู้จักบริหารจัดการเงินทุน (Money Management) โดยจะช่วยให้นักลงทุนมือใหม่ ไม่เพลินเสียเงินจนเจ็บหนัก ซึ่งการบริหารจัดการเงินทุนในแต่ละครั้ง จะต้องกำหนดจุดเสี่ยงขาดทุนที่รับได้ เพื่อป้องกันการเสียเงินแบบเทหน้าตักจนหมดตัว ยกตัวอย่าง นักลงทุนกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 20% ด้วยเงินลงทุน 1 แสนบาท ดังนั้นตัวเลขขาดทุนที่รับได้อยู่ที่ 2 หมื่นบาท ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าตังค์หาย 2 หมื่น โอเคไหม เมื่อเทียบกับโอกาสการลงทุนที่ตนจะได้ อาจจะขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ด้วยว่าถือยาวหรือสั้นและอีกหลายเรื่อง เปอร์เซ็นต์ที่ตั้งไม่มีกฎตายตัว แต่ต้องมีอยู่ในใจก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง


cr: freepik

5. มีนิสัยนักลงทุน (Investor Behavior) สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการเป็นนักลงทุนที่ดี จะต้องติดตามข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะข่าวสารที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นประจำ เช่น การขึ้นลงดอกเบี้ยนโยบายของชาติมหาอำนาจ การเลือกตั้ง การออกจากสหภาพยุโรป สงคราม เป็นต้น ปัจจัยต่างๆเหล่านี้มีผลต่อตลาดการเงินเป็นอย่างมาก และหุ้นก็เป็นหนึ่งในนั้น ยกตัวอย่าง ถ้าเกิดสงครามขึ้น ทอง น้ำมัน ค่าเงินเยน สวิสฟรัง น่าจะดี ส่วนหุ้นทั่วโลก อนุพันธ์ที่อ้างอิงดัชนีหุ้นเช่น ETF ก็น่าจะไม่ดีเป็นต้น การฝึกคิดเชื่อมโยงเรื่องพวกนี้บ่อยๆ ผมคิดว่าเป็นการเตรียมตัวที่ดี


สิ่งเหล่านี้คงพอสะท้อนให้เราได้เห็นว่า หนทางแห่งความสำเร็จครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันใด แต่ได้มาจากความตั้งใจและใช้เวลากับมันมากๆ จึงไม่แปลกเลยที่ความเพียรพยายาม และอุตสาหะดังกล่าว จะทำให้ น้องนัน ไปคว้าแชมป์ จาก เวทีการประกวด Young Financial Star (YFS) ประเทศไทย ในปี 2016 มาได้

Comments